Carnivore Diet ลดน้ำหนักแบบสายเนื้อ ดีจริงหรือแค่กระแส

ในโลกของการลดน้ำหนักมีหลากหลายวิธีให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นการนับแคลอรี การควบคุมอาหารตามกรุ๊ปเลือด หรือการกินแบบ Ketogenic Diet ที่เน้นไขมัน แต่ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักเนื้อ นั่นก็คือ Carnivore Diet หรือการกินแบบเน้นเนื้อสัตว์ วิธีนี้จำกัดอาหารให้บริโภคเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น

Carnivore Diet คืออะไร?

Carnivore Diet คือ รูปแบบการกินที่เน้นการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่นๆ เป็นหลัก ในขณะที่งดเว้นอาหารที่มาจากพืชทั้งหมด เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช รวมถึงน้ำตาล นม (ที่มีแลคโตสสูง) และอาหารแปรรูปบางชนิด ผู้ที่สนับสนุนการกินแบบนี้เชื่อว่าบรรพบุรุษของมนุษย์บริโภคเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ และอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังในปัจจุบัน

หลักการทำงานของ Carnivore Diet คือการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตจนร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตสิส ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้เพื่อใช้เป็นพลังงานแทนกลูโคส ทำให้ผู้ที่กิน Carnivore Diet มักจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและกินได้น้อยลง

อาหารที่กินได้ใน Carnivore Diet:

  • เนื้อสัตว์ทุกชนิด: เนื้อวัว หมู ไก่ แกะ เป็ด และอื่นๆ
  • อาหารทะเล: ปลา กุ้ง หอย ปู
  • ไข่: ไข่ไก่ ไข่เป็ด และไข่อื่นๆ
  • เครื่องในสัตว์: ตับ ไต หัวใจ และอื่นๆ
  • ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีแลคโตสต่ำ (ในปริมาณน้อย): เนย ชีสแข็ง วิปครีม
  • ไขมันสัตว์: น้ำมันหมู มันวัว
  • น้ำเปล่าและน้ำซุปจากการต้มกระดูก
  • เครื่องเทศและสมุนไพรบางชนิด (ที่ไม่มีคาร์โบไฮเดรต)
  • กาแฟดำ (บางคน)
  • เกลือและน้ำปลาแท้

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงใน Carnivore Diet:

  • ผักและผลไม้ทุกชนิด
  • ธัญพืช: ข้าว ขนมปัง พาสต้า ควินัว
  • ถั่วและเมล็ดพืช: อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีแลคโตสสูง: นม โยเกิร์ต ชีสนิ่ม
  • น้ำตาลและสารให้ความหวานทุกชนิด
  • อาหารแปรรูปที่มีส่วนผสมของพืช
  • เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทำจากพืช: ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม
  • แอลกอฮอล์

ผศ.ดร.ณัฐธิดา โชติช่วง อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในรูปแบบ Carnivore Diet อาจทำให้เห็นผลได้ในระยะสั้น แต่ไม่เหมาะกับการทำในระยะยาว เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด

“ปกติแล้วร่างกายและอวัยวะต่างๆ ของเราใช้กลูโคสเป็นพลังงานหลัก โดยเฉพาะหัวใจและสมอง การลดน้ำหนักวิธีนี้อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ และอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันสูง มีคอเลสเตอรอลสูง และไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังอาจทำให้ท้องผูกได้”

โดยแนะนำว่าผู้ที่สนใจอยากลองทำ Carnivore Diet ควรทดลองแค่เพียง 1 เดือน เพื่อดูผลว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งควรเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน ที่สำคัญคือไม่ควรกินต่อเนื่องยาวนานเกินไป เพราะเป็นการบังคับร่างกายให้ใช้พลังงานที่ไม่ใช่แหล่งพลังงานหลัก ที่อาจมีผลเสียระยะยาวได้

นอกจากนี้ หากหยุดกิน Carnivore Diet แล้วกลับมากินแบบเดิม ก็อาจทำให้น้ำหนักกลับมาขึ้นได้อีก (โยโย่) เพราะการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือการควบคุมแคลอรี สารอาหาร กินแป้งแต่พอดี และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

ข้อดีที่อาจเกิดขึ้นจากการกิน Carnivore Diet

  • ช่วยลดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นการตัดแคลอรีจากอาหารที่มีน้ำตาลสูงและอาหารแปรรูป โปรตีนและไขมันยังช่วยให้อิ่มนานขึ้น
  • อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากตัดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง
  • อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิด เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคข้อ และโรคที่เกิดจากการอักเสบ (แม้จะยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนรองรับ)

ข้อเสียและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการกิน Carnivore Diet:

  • อาจทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่พบในผักและผลไม้
  • อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก เนื่องจากขาดใยอาหาร
  • อาจได้รับไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงอยู่แล้ว
  • อาจได้รับโซเดียมสูง จากเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและโรคไต
  • อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพลำไส้ เนื่องจากขาดใยอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้
  • ไม่เหมาะกับบางกลุ่มบุคคล เช่น ผู้ที่มีโรคไต ผู้ที่ต้องจำกัดปริมาณโปรตีน ผู้ที่มีความไวต่อคอเลสเตอรอลสูง เด็ก สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร และผู้ที่มีประวัติความผิดปกติในการกิน

นอกจากนี้ Carnivore Diet ยังเป็นรูปแบบการกินลดน้ำหนักที่มีข้อจำกัดมาก ปัจจุบันยังมีงานวิจัยรองรับน้อย และทำได้ยากในระยะยาว ดังนั้นก่อนตัดสินใจลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียให้รอบด้านว่าเหมาะกับสุขภาพร่างกายของเราหรือไม่ก่อนลงมือทำ

ที่มา:thairath.co.th

Exit mobile version