ออกกำลังกายหนักเกินไป ระวัง “ไทรอยด์พัง” ภัยเงียบที่สายสปอร์ตต้องรู้

กระแสการดูแลสุขภาพและการสร้างกล้ามเนื้อเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่การเสพติดการออกกำลังกายจนเกินขอบเขต อาจกลายเป็นการทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่เปิดเผยในรายการทอล์กโชว์ว่า เคยเข้าฟิตเนสหักโหมตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จนส่งผลกระทบให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ และเข้าสู่ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism)

ผลกระทบนี้ทำให้ฮอร์โมนและระดับวิตามินในร่างกายรวนจนมีค่าเทียบเท่าคนวัย 60 ปี ภาวะออกกำลังกายหนักเกินไป (Overtraining Syndrome) จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรศึกษา ทั้งสาเหตุที่กระทบต่อไทรอยด์ สัญญาณเตือน และแนวทางป้องกัน เพื่อการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม

ออกกำลังกายหนักเกินไป เสี่ยงทำลายไทรอยด์และระบบเผาผลาญ

การออกกำลังกายหนักหน่วงต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพักฟื้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะความเครียดสะสม หรือภาวะออกกำลังกายหนักเกินไป

ภาวะนี้กระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล ออกมาสูงเกินปกติ ซึ่งระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะเข้าไปกดการทำงานของต่อมไทรอยด์

ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ทั้ง T3 และ T4 ลดลง จนนำไปสู่ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เช็ก 6 สัญญาณเตือน ออกกำลังกายหนักจนไทรอยด์ทำงานต่ำ

ผู้ที่ชอบออกกำลังกายหนักควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

  1. อ่อนเพลียเรื้อรัง : รู้สึกเหนื่อยล้าสะสมไม่หาย แม้พักผ่อนเพียงพอ
  2. น้ำหนักพุ่งผิดปกติ :ตั้งใจคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น
  3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง : ฟื้นตัวช้าหลังออกกำลังกาย และมีอาการปวดตามข้อ
  4. ขี้หนาวผิดปกติ : รู้สึกหนาวง่ายแม้ในสภาพอากาศร้อน
  5. อารมณ์แปรปรวน : ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย หรือมีภาวะซึมเศร้า
  6. ผิวแห้ง ผมร่วง : สภาพผิวแห้งเสีย และเส้นผมขาดความเงางาม

สำรวจตัวเองด่วน ออกกำลังกายแบบไหนเรียก “โหมเกินไป”

เส้นกั้นบางๆ ระหว่างการมีวินัยกับการทำร้ายร่างกาย คือสิ่งที่คนออกกำลังกายต้องระวัง มาลองเทียบดูกันว่าร่างกายของคุณกำลังอยู่ในสภาวะไหน

สัญญาณของความ “ฟิตพอดี”

  • รู้สึกตื่นตัวและมีพลังหลังออกแรง
  • ไม่มีอาการปวดเมื่อยรุนแรงข้ามวัน
  • อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

สัญญาณเตือนว่า “โหมเกินไป”

  • เหนื่อยล้าสะสมตลอดเวลา
  • มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังตามข้อและกล้ามเนื้อ
  • น้ำหนักไม่ลงหรือสัดส่วนไม่เปลี่ยน แม้จะเพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย
  • หากพบสัญญาณเตือน ควรลดความเข้มข้นลงและปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ก่อนจะกลับไปลุยต่อ

อย่าปล่อยไว้นาน ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ภัยเงียบทำร้ายหัวใจและเซลล์

ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ตกไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายหรือรู้สึกเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่การปล่อยไว้ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

ผลกระทบเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง และเร่งให้ระบบภายในรวมถึงเซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพลงก่อนวัยอันควร

5 วิธีป้องกันไทรอยด์พัง และฟื้นฟูร่างกายสำหรับสายฟิต

การดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีช่วยป้องกันภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงได้ตามแนวทางเหล่านี้

  1. พบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก : เจาะเลือดตรวจค่าไทรอยด์ ทั้ง TSH, Free T3 และ Free T4 ทันทีเมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย
  2. รักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน : หากอาการรุนแรง แพทย์จะประเมินการใช้ยาปรับระดับฮอร์โมนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างใกล้ชิด
  3. แบ่งเวลาให้ร่างกายพัก : จัดวัน Rest Day อย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ เพราะกระบวนการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อเกิดขึ้นขณะพักผ่อน
  4. รับประทานอาหารให้เพียงพอ : ทานอาหารให้ได้พลังงานเหมาะสม หลีกเลี่ยงการตัดแป้งหรือไขมันมากเกินไป เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตฮอร์โมน
  5. ปรับระดับการซ้อมตามสภาพร่างกาย : หมั่นสังเกตตัวเอง หากมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง ควรลดความหนักในการออกกำลังกายลง

ปั้นหุ่นอย่างมีสติ สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความสมดุล

ความมุ่งมั่นในการสร้างรูปร่างเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากความสมดุล

การผลักดันร่างกายจนเกินขีดจำกัดไม่ได้ทำให้แข็งแรงขึ้น แต่เสี่ยงทำให้ระบบภายในรวนจนกระทบสุขภาพระยะยาว การปรับรูปแบบชีวิตให้อยู่ในระดับพอดี และให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม คือกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดี

ที่มา:thairath.co.th