เช็ค 10 ข้อ ก่อนอดอาหาร

ทำไมลดน้ำหนัก ช่วงแรกลงไว หลัง ๆ กลับลงยาก หมอเปิด 10 ข้อที่ควรเช็กก่อนปรับแผน

หลายคนลดน้ำหนักช่วงแรกแล้วกำลังใจมาเต็ม สัปดาห์แรกลง 1-2 กิโล เดือนแรกลงหลายกิโล เสื้อเริ่มหลวม พุงเริ่มยุบ แล้วอยู่ ๆ เดือนต่อมาเหมือนร่างกายดื้อขึ้นเฉยเลย กินเหมือนเดิม ออกกำลังกายเหมือนเดิม

บางคนยิ่งลดข้าว ยิ่งคุมหนัก แต่น้ำหนักกลับนิ่ง หรือขยับลงทีละนิดจนเริ่มคิดว่า เมตาบอลิซึมพังหรือเปล่า ?

จริง ๆ เรื่องนี้เจอบ่อยมาก และไม่ได้แปลว่าร่างกายพัง ช่วงแรกที่น้ำหนักลงเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากน้ำ ไกลโคเจน และอาหารที่ค้างในทางเดินอาหารลดลง ร่วมกับไขมันที่เริ่มลด แต่พอผ่านช่วงแรกไป การลดต่อจากนั้นจะพึ่งไขมันจริงมากขึ้น และร่างกายก็เริ่มปรับตัวประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

อีกเรื่องคือ ยิ่งตัวเราเบาลง ร่างกายก็ยิ่งใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิม คนที่เคยหนัก 90 กิโล กับวันที่เหลือ 78 กิโล ต่อให้ทำกิจกรรมเท่าเดิม ร่างกายไม่ได้เผาผลาญเท่าเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาเจอน้ำหนักนิ่ง ผมไม่อยากให้รีบลดอาหารให้ต่ำกว่าเดิมทันที ให้เช็กทีละจุดก่อนว่าจริง ๆ แล้วติดตรงไหน

1.ช่วงแรกที่ลงเร็ว บางส่วนคือน้ำ ไม่ใช่ไขมันล้วน

อันนี้เป็นเหตุผลสำคัญมากว่าทำไมเดือนแรกกับเดือนที่สามความเร็วไม่เหมือนกัน เวลาลดปริมาณอาหาร โดยเฉพาะลดคาร์โบไฮเดรตลง ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนที่สะสมในตับและกล้ามเนื้อ ไกลโคเจนหนึ่งส่วนจะเก็บน้ำไว้ร่วมด้วยหลายส่วน พอไกลโคเจนลด น้ำที่เกาะอยู่ก็ถูกขับออกไปด้วย

ดังนั้น คนที่เริ่มคุมอาหารแล้วน้ำหนักลง 2-3 กิโลเร็วมากในช่วงแรก ไม่ได้หมายความว่าไขมันหายไป 2-3 กิโลทั้งหมด ยังมีน้ำและของในลำไส้รวมอยู่ด้วย

พอผ่านช่วงนี้ น้ำหนักจะเข้าสู่ช่วงที่ลดช้าลงเป็นธรรมชาติ เพราะตอนนี้เราเริ่มต้องเผาไขมันจริงมากขึ้น ไขมัน 1 กิโลมีพลังงานประมาณหลายพันกิโลแคลอรี จะให้หายวันละเป็นกิโลเหมือนน้ำไม่ได้

ดังนั้น พอจากสัปดาห์แรกลง 1.5 กิโล แล้วต่อมาลงสัปดาห์ละ 0.3-0.5 กิโล อย่าเพิ่งคิดว่าแผนล้มเหลว บางทีช่วงหลังต่างหากที่กำลังลดไขมันจริงมากขึ้น

2.น้ำหนักยิ่งลด ร่างกายยิ่งใช้พลังงานน้อยลง แคลอรีเดิมเลยไม่ขาดเท่าเดิม

สมมติคนหนึ่งเริ่มที่ 90 กิโล ตอนหนัก 90 ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเดิน ยืน ขยับ และรักษาร่างกายมากกว่าตอนที่เหลือ 78 กิโล

ถ้ายังกินวันละเท่าเดิมและออกกำลังเท่าเดิม ช่วงแรกอาจขาดพลังงานวันละ 500 กิโลแคลอรี

แต่พอน้ำหนักลดลงมาก ช่องว่างอาจเหลือแค่ 200-300 กิโลแคลอรี น้ำหนักก็เลยลงช้าตาม ตรงนี้ไม่ใช่ร่างกายหักหลังเรา แต่เหมือนย้ายจากรถกระบะใหญ่ไปเป็นรถเล็ก คันเล็กใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าเดิมเป็นธรรมดา

ดังนั้น ถ้าน้ำหนักลดไปแล้ว 5-10% ผมจะไม่ใช้แผนเดิมแบบไม่ปรับเลย อาจต้องกลับมาดูปริมาณอาหาร การขยับตัว และกิจกรรมทั้งวันใหม่

3.กินน้อยลงจริง แต่พลังงานแอบกลับมาจากของเล็ก ๆ ระหว่างวัน

ข้อนี้เจอบ่อยมาก มื้อหลักคุมดีมาก เช้ากาแฟไม่หวาน กลางวันข้าวครึ่งจาน เย็นสลัด

แต่ระหว่างวันมีถั่วหยิบเรื่อย ๆ กาแฟใส่นมหลายแก้ว น้ำสลัด ชีส ของชิมตอนทำกับข้าว ขนมคำสองคำ มื้อหลุดวันเสาร์

ของเหล่านี้ไม่ผิด แต่พลังงานรวมกันได้เยอะมาก ช่วงแรกตัวเราหนักกว่า ทำให้ยังมีช่องว่างพลังงานเหลืออยู่มาก เลยยังลดได้ พอน้ำหนักลดลงและร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ของเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามอาจพอดีไปปิดช่องว่างนั้น

ตัวอย่างง่าย ๆ ถั่วหนึ่งกำมือ น้ำสลัด 2 ช้อน กาแฟนม 1 แก้ว และขนมคำเล็ก ๆ รวมกันอาจเพิ่มพลังงานได้หลายร้อยกิโลแคลอรีโดยไม่รู้ตัว

ถ้าน้ำหนักนิ่ง ผมชอบให้ลองจดอาหารจริง 5-7 วัน ไม่ใช่เพื่อจับผิดตัวเอง แต่เพื่อดูว่าพลังงานเข้ามาจากไหนบ้าง บางคนเห็นคำตอบใน 2 วันแรกเลย

4.คุมอาหารหนักเกินไปจนร่างกายขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัว

อันนี้น่าสนใจมาก เวลาคนลดอาหารแรง ๆ ร่างกายอาจไม่ได้ตอบสนองแค่ด้วยความหิว แต่มันทำให้เรา

  • นั่งมากขึ้น
  • เดินน้อยลง
  • ขยับแขนน้อยลง
  • เหนื่อยง่าย
  • อยากนอน
  • ไม่ค่อยลุกไปไหน

กิจกรรมเล็ก ๆ พวกนี้เรียกว่า NEAT คือพลังงานที่เราใช้จากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราว

  • เดินไปหยิบน้ำ
  • ขึ้นบันได
  • ทำงานบ้าน
  • เดินในออฟฟิศ
  • ยืนคุย
  • ขยับตัวระหว่างวัน

คนหนึ่งไปวิ่ง 45 นาที แต่ทั้งวันที่เหลือนั่งหมด กับอีกคนไม่ได้วิ่งหนัก แต่เดิน 8,000-10,000 ก้าว ทำงานบ้านและขยับทั้งวัน พลังงานรวมอาจไม่ต่างกันมากอย่างที่คิด

ดังนั้น ถ้าลดอาหารหนักแล้วเริ่มเพลีย เดินน้อยลง และนั่งมากขึ้น บางทีสิ่งที่เสียไปคือการเผาผลาญทั้งวัน ผมมักให้ดูก้าวเฉลี่ยเพิ่ม ไม่ต้องหมกมุ่นกับเลขเป๊ะ แต่ถ้าจากเดิมวันละ 8,000 เหลือ 3,000 เพราะคุมอาหารจนหมดแรง แบบนี้ต้องแก้

5.กล้ามเนื้อหายไปพร้อมน้ำหนัก พอนานเข้าการลดต่อจะยิ่งยาก

น้ำหนักที่ลดไม่ได้มีแต่ไขมัน ถ้ากินโปรตีนน้อย ไม่ฝึกกล้ามเนื้อ และขาดพลังงานมากเกินไป ร่างกายสามารถเสียมวลกล้ามเนื้อไปด้วย กล้ามเนื้อมีผลทั้งกับความแข็งแรง การใช้น้ำตาล และพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน

ยิ่งกล้ามหาย เราก็ยิ่ง

  • ใช้พลังงานน้อยลง
  • แรงตก
  • ออกกำลังกายได้น้อยลง
  • ขยับทั้งวันลดลง

แล้วน้ำหนักช่วงหลังจะยิ่งลงยาก ตรงนี้ผมอยากให้คนลดน้ำหนักเปลี่ยนคำถามจาก วันนี้น้ำหนักลงไหม ? เป็น ไขมันลง แต่กล้ามยังอยู่ไหม ? ถ้าลดน้ำหนักแล้วแรงตกชัด ยกของเดิมไม่ไหว เดินขึ้นบันไดเหนื่อยกว่าเดิม หรือรอบแขนขาลดเร็วมาก ต้องระวังกล้ามเนื้อหาย

สิ่งที่ช่วยคือ

  • กินโปรตีนให้พอ
  • กระจายโปรตีนในแต่ละมื้อ
  • ฝึกแรงต้านอย่างน้อยประมาณ 2–3 วันต่อสัปดาห์
  • และอย่าทำพลังงานขาดหนักเกินไปต่อเนื่องนาน ๆ

6.นอนน้อยและเครียดมาก ตัวเลขบนตาชั่งอาจนิ่งทั้งที่กินไม่ได้เพิ่ม

บางคนอาหารดี ออกกำลังกายดี แต่ช่วงนั้นนอนวันละ 4-5 ชั่วโมง ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

  • หิวง่ายขึ้น
  • อยากหวานมากขึ้น
  • ความไวต่ออินซูลินแย่ลง
  • คอร์ติซอลสูงขึ้น
  • น้ำค้างในร่างกายมากขึ้น

น้ำหนักเลยอาจนิ่งหรือเด้งขึ้น 0.5-1 กิโลได้ แม้ไขมันไม่ได้เพิ่มเท่านั้นจริง ๆ โดยเฉพาะหลังนอนน้อยหลายคืน เครียดมาก กินเค็ม หรือออกกำลังกายหนัก ร่างกายสามารถกักน้ำได้

ดังนั้น ถ้าน้ำหนักนิ่ง 3-4 วัน อย่าเพิ่งตัดอาหารลงอีก 500 กิโลแคลอรี ดูการนอน ความเครียด โซเดียม และรอบเอวร่วมด้วย

ผมชอบดูน้ำหนักเฉลี่ย 7 วัน มากกว่าดูเลขเช้าวันเดียว เพราะเช้านี้ 72.4 พรุ่งนี้ 73.1 มะรืน 72.6 อาจเป็นเรื่องน้ำมากกว่าไขมัน

7.ผู้หญิงบางคนเจอน้ำหนักนิ่งเพราะรอบเดือน ไม่ได้แปลว่าไขมันหยุดลด

ช่วงก่อนมีประจำเดือน ฮอร์โมนเปลี่ยนและร่างกายกักน้ำได้มากขึ้น บางคนขึ้น 1-2 กิโลชั่วคราว ทั้งที่อาหารเหมือนเดิม แล้วพอประจำเดือนผ่านไป น้ำหนักกลับลงเอง

ถ้ากำลังลดน้ำหนักแล้วเจอภาวะน้ำหนักนิ่ง หรือ plateau ทุกเดือนช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ผมอยากให้ลองเอารอบเดือนมาวางคู่กับกราฟน้ำหนัก

จะเห็นเลยว่าบางช่วงเป็นน้ำหนักขึ้นตามฮอร์โมนมากกว่าไขมันขึ้น ตรงนี้ช่วยลดความเครียดได้เยอะ เพราะคนจำนวนมากเห็นเลขขึ้นแล้วตัดอาหารแรงกว่าเดิม ทั้งที่จริง ๆ ไม่จำเป็น

8.ออกกำลังกายเหมือนเดิมทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรงขึ้นจนกิจกรรมเดิมเผาผลาญน้อยลง

ช่วงแรกเดินเร็ว 30 นาที อาจเหนื่อยมาก

  • หัวใจเต้นสูง
  • เหงื่อออก
  • ขาหนัก

ทำไป 3 เดือน ร่างกายฟิตขึ้น การเดินเส้นเดิม ความเร็วเดิม อาจง่ายขึ้นมาก นี่เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป้าหมายยังต้องการลดไขมันต่อ เราอาจต้องเพิ่มความท้าทายเล็กน้อย

  • เช่น เดินเร็วขึ้น
  • เพิ่มระยะ
  • เพิ่มความชัน
  • เพิ่มเวท
  • เพิ่มจำนวนครั้ง
  • หรือเพิ่มกิจกรรมในวันอื่น

ไม่ต้องเพิ่มทุกอย่างพร้อมกัน แค่ร่างกายปรับตัวแล้ว เราก็ปรับแผนตามเหมือนเล่นเกม ด่านแรกผ่านแล้วจะใช้พลังเท่าเดิมกับด่านต่อไปตลอดไม่ได้

9.น้ำหนักนิ่ง แต่รอบเอวลด เสื้อหลวมขึ้น บางทีเราไม่ได้ตันจริง

ข้อนี้ผมอยากให้ดูมาก โดยเฉพาะคนที่เริ่มเวต น้ำหนักอาจนิ่งอยู่ 70 กิโลหลายสัปดาห์ แต่รอบเอวจาก 36 เหลือ 34 นิ้ว กางเกงหลวม แขนขากระชับ แรงดีขึ้น

ภาพแบบนี้เป็นไปได้ว่าไขมันลด ขณะที่มวลกล้ามเนื้อและน้ำในกล้ามเพิ่มขึ้น ตาชั่งเห็นแค่มวลรวม มันไม่รู้ว่า 1 กิโลนั้นเป็นไขมัน น้ำ หรือกล้ามเนื้อ

ดังนั้น ผมชอบดูร่วมกันอย่างน้อย

  • น้ำหนักเฉลี่ย
  • รอบเอว
  • รูปถ่ายเทียบ
  • แรงตอนออกกำลังกาย
  • และเสื้อผ้าที่ใส่

ถ้ารอบเอวยังลง แรงยังดี และน้ำหนักนิ่งแค่ 2-3 สัปดาห์ ผมอาจยังไม่รีบแก้อะไรมาก

10.ถ้านิ่งจริง 4-6 สัปดาห์ ทั้งน้ำหนักและรอบเอว ถึงเวลาปรับแผน

คำว่า plateau ผมไม่ค่อยใช้กับการที่น้ำหนักไม่ลง 4-5 วัน เพราะน้ำในร่างกายแกว่งได้ทุกวัน

แต่ถ้าน้ำหนักเฉลี่ยไม่ลง และรอบเอวไม่เปลี่ยนต่อเนื่องประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งที่ทำตามแผนค่อนข้างสม่ำเสมอ ตรงนี้ค่อยเรียกว่าเริ่มตันจริงและควรปรับ ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการอดมากขึ้นเสมอไป

เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เช่น

  • ลดพลังงานลงเล็กน้อยประมาณ 100-200 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • เพิ่มก้าวอีกประมาณ 1,500-2,000 ก้าว
  • เพิ่มการฝึกแรงต้าน
  • ลดเครื่องดื่มและขนมแฝง
  • จัดโปรตีนใหม่
  • หรือกลับไปดูการนอน

เลือกทีละอย่าง ถ้าปรับทุกอย่างพร้อมกัน เราจะไม่รู้ว่าอะไรช่วย และมักทำได้ไม่นาน ถ้าน้ำหนักเริ่มตัน

ให้เช็ก 6 เรื่องนี้ก่อนลดอาหารเพิ่ม

  • น้ำหนักลดไปแล้วเท่าไร ถ้าลดไป 5-10% ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิม แผนอาจต้องปรับ
  • โปรตีนพอไหม ให้มีโปรตีนทุกมื้อ เช่น ไข่ ปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ นม หรือโยเกิร์ตตามความเหมาะสม เพื่อช่วยรักษากล้ามเนื้อ
  • เวตหรือฝึกแรงต้านหรือยัง คาร์ดิโออย่างเดียวช่วยได้ แต่การรักษามวลกล้ามเนื้อสำคัญมากในช่วงลดน้ำหนัก
  • ก้าวทั้งวันลดลงไหม บางคนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นนั่งทั้งวันเพราะเหนื่อย
  • ของเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่ เครื่องดื่ม น้ำสลัด ถั่ว ชิมอาหาร ขนม และมื้อหลุด สามารถปิดช่องว่างพลังงานได้
  • นอนพอไหม ถ้านอนน้อย หิวมากขึ้น แรงตก และกักน้ำ น้ำหนักจะยิ่งอ่านยาก

แล้วต้องลดเร็วแค่ไหนถึงถือว่ากำลังดี ?

ไม่จำเป็นต้องลงเร็วเหมือนเดือนแรก สำหรับหลายคน การลดเฉลี่ยประมาณ 0.5-1% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็นช่วงที่ใช้ได้ แต่คนตัวเล็กหรือคนที่เข้าใกล้น้ำหนักเป้าหมายแล้วมักจะช้ากว่านี้

คนหนัก 100 กิโล อาจลดได้เร็วกว่า 0.5 กิโลต่อสัปดาห์ แต่คนเหลือ 58 กิโลแล้วอยากลดต่ออีก 3 กิโล จะให้ลงเร็วเท่าตอนเริ่ม 75 กิโลคงยากกว่า ยิ่งเข้าใกล้ปลายทาง ช่องให้ลดก็ยิ่งเล็กลง

และถ้าต้องอดหนักมาก หิวทั้งวัน นอนแย่ หงุดหงิด ออกกำลังไม่ไหว และกล้ามหายเพื่อให้ตาชั่งลงเร็ว ผมไม่ถือว่านั่นเป็นชัยชนะ

ลดน้ำหนักช่วงแรกลงเร็ว แล้วช่วงหลังช้าลง เป็นเรื่องที่เจอได้บ่อยมาก เพราะช่วงแรกมีทั้งน้ำและไกลโคเจนลด พอน้ำหนักตัวลด ร่างกายก็ใช้พลังงานน้อยลง กิจกรรมที่เคยเผาผลาญมากก็เริ่มง่ายขึ้น

บางคนขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัว บางคนเสียกล้ามเนื้อ บางคนแค่กักน้ำจากนอนน้อย ความเครียด หรือรอบเดือน

เพราะฉะนั้นน้ำหนักนิ่งไม่ได้แปลว่าต้องกินให้น้อยกว่าเดิมอีกทุกครั้ง ก่อนแก้ให้ดูว่า

  • พลังงานแฝงเพิ่มไหม
  • ก้าวลดไหม
  • โปรตีนพอไหม
  • กล้ามยังอยู่ไหม
  • นอนพอไหม
  • รอบเอวยังลดหรือเปล่า

ถ้าน้ำหนักนิ่งไม่กี่วัน แต่เอวยังลด ยังแข็งแรง และยังทำต่อได้ ผมว่ายังไม่ต้องรีบ แต่ถ้านิ่งทั้งน้ำหนักและรอบเอว 4-6 สัปดาห์ ค่อยปรับทีละจุด

  • ลดอีกนิด
  • เดินเพิ่มหน่อย
  • รักษากล้ามไว้
  • แล้วทำต่อให้ได้นาน

เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ เดือนแรกลงกี่กิโล แต่อยู่ที่ อีก 6 เดือนเรายังรักษาน้ำหนักที่ลดไปได้แค่ไหน

ที่มา:health.kapook.com

Exit mobile version